วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย วิธีตัดวงจรชีวิต ป้องกันปัญหาโรคไข้เลือดออก


 เพราะไข้เลือดออก เป็นโรคที่มีต้นเหตุมาจากยุงลาย โดยร้อยละ 95 ของผู้ป่วยมักเกิดจากการถูกยุงลายบ้านกัด ส่วนอีกร้อยละ 5 จะเป็นยุงลายที่อยู่ตามสวน ส่วนยุงที่เป็นพาหะนำโรคจะเป็นยุงลายตัวเมียเท่านั้น เพราะต้องการโปรตีนและสารอาหารจากเลือดเพื่อการวางไข่ โดยภายหลังจากผสมพันธุ์เพียงแค่ครั้งเดียว ก็จะสามารถวางไข่ได้ 3-4 ครั้ง และครั้งหนึ่ง ๆ จะวางได้มากถึง 1,000-2,000 ฟอง ในภาชนะที่มีน้ำหรือมีน้ำขัง เช่น โอ่งน้ำดื่มน้ำใช้ บ่อซีเมนต์เก็บน้ำ จานรองขาตู้กับข้าวกันมด แจกัน จานรองกระถางต้นไม้ ยางรถยนต์เก่า และเศษวัสดุต่าง ๆ ที่มีน้ำขัง เป็นต้น


ดังนั้น เพื่อเป็นการกำจัดหรือตัดวงจรชีวิตของยุงลายซึ่งเป็นพาหะนำโรค การทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงจึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่จะช่วยป้องกันการเกิดโรคได้ดีกว่าการป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงลายกัด ซึ่งสามารถทำได้ ดังนี้

1. ปิดฝาภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิด และหมั่นเปลี่ยนน้ำในแจกันทั้งที่อยู่ในบ้าน และบนศาลพระภูมิทุก ๆ 7 วัน

2. ใส่น้ำเดือดลงในจานรองขาตู้กับข้าว หรือน้ำส้มสายชูเพื่อป้องกันไม่ให้ยุงลายมาวางไข่ และกำจัดลูกน้ำยุงลาย

3. กระถางต้นไม้ที่มีน้ำขัง หากมีขนาดเล็กก็ควรหมั่นเทน้ำทิ้ง แต่ถ้ามีขนาดใหญ่หรือน้ำหนักมากก็ให้ใส่ทรายลงไปเพื่อดูดซับน้ำส่วนเกินที่เกิดจากการรดน้ำต้นไม้

4. ใส่ปลากินลูกน้ำ เช่น ปลาหางนกยูง ปลาสอด ปลากัด ลงในอ่างบัวหรือบ่อซีเมนต์ที่ใส่น้ำสำหรับใช้ โดยใส่ประมาณ 2-10 ตัวต่อภาชนะ และใส่เฉพาะที่เป็นตัวผู้เท่านั้นเพื่อป้องกันการขยายพันธุ์ของปลา เนื่องจากปลาดังกล่าว โดยเฉพาะปลาหางนกยูง เป็นปลาที่เลี้ยงง่ายแต่ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง

5. ทิ้งทำลายเศษวัสดุ เช่น กระป๋อง กะลา ขวด กระถางแตก ฯลฯ ที่จะก่อให้เกิดน้ำขัง สำหรับยางรถยนต์เก่าควรหาวัสดุพลาสติกมาคลุมให้มิดชิดเพื่อป้องกันการเกิดน้ำขัง หรือนำไปดัดแปลงเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ เช่น ทำเป็นที่ปลูกผัก ถังขยะ และเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่น โดยจะต้องเจาะรูเพื่อให้น้ำไหลผ่านได้ แต่ถ้าหากจะนำมาทำรั้วก็ควรฝังดินให้ลึกพอที่ด้านล่างของยางรถยนต์นั้นจะไม่สามารถขังน้ำได้

6. หากบริเวณบ้านมีต้นไม้เยอะ ๆ ก็ควรจัดตกแต่งให้ดูโปร่งตา และระมัดระวังอย่ารดน้ำจนเกิดน้ำขังอยู่ในจานรองกระถาง และถ้ามีก็ควรเททิ้งบ่อย ๆ

7. ควรดูแลทำควรสะอาดท่อระบายน้ำ ให้สามารถระบายน้ำได้ดีอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้อุดตันเพราะจะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงได้ รวมทั้งหลุมบ่อ หรือแอ่งน้ำเล็ก ๆ ที่อยู่ภายในบ้านก็ควรหาดินหรือทรายมากลบให้เรียบร้อย

เพราะการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์จะเป็นการตัดวงจรชีวิตของยุงลายได้ดี แต่จะต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จึงจะสามารถป้องกันการเกิดโรคไข้เลือดออกที่มียุงลายเป็นพาหะอย่างได้ผล
  

<> <> <> <> <> <> <> <> <>
สนใจอุปกรณ์ป้องกันยุง : http://mosqkill.com/
วิดีโอน่าสนใจ : https://youtu.be/SOQaFUtQOW4
FanPage : https://www.facebook.com/mosqkiller
คำถามที่พบบ่อย : https://www.facebook.com/groups/847639198622997/
ช่องทางการติดต่อ : Line id : apin.t 
#ยุงลาย

วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ภาวะโลกร้อน ปัจจัยเร่งการระบาดโรคไข้เลือดออก ภัยจากยุงลายที่อันตรายถึงชีวิต



โดยปกติ โรคไข้เลือดออก จะเป็นโรคติดเชื้อที่มักพบการแพร่ระบาดมากในช่วงฤดูฝน และมียุงลายตัวเมียเป็นพาหะ เนื่องจากต้องการเลือดเพื่อให้ร่างกายได้รับโปรตีนที่จำเป็นสำหรับการวางไข่ ซึ่งการกัดและดูดกินเลือดนั้น หากเป็นการกัดผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้เลือดออกอยู่ก่อน แล้วจึงไปกัดคนอื่น ๆ ต่อไปก็จะก่อให้เกิดการแพร่เชื้อไปเรื่อย ๆ และเป็นอันตรายอย่างยิ่งโดยเฉพาะในเด็กที่ยังไม่มีภูมิต้านทานที่ดีพ

อย่างไรก็ดี ด้วยการระบาดของโรคที่มักเกิดขึ้นในประเทศที่อยู่ในบริเวณเขตร้อน เนื่องจากมีสภาพอากาศที่เหมาะกับการขยายพันธุ์ ทั้งยังเริ่มพบว่ามีผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกในประเทศที่อยู่ในเขตหนาวเย็นหรือภูเขาสูงที่มีหิมะตกตลอดปีด้วย ทำให้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องเริ่มหันมาศึกษาและทำการวิจัยซึ่งพบความน่าวิตกกังวลว่า “ภาวะโลกร้อน” กำลังกลายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการระบาดของโรคไข้เลือดออกมากขึ้น เพราะนอกจากยุงลายจะขยายพันธุ์และเจริญเติบโตได้ดีแล้ว ด้วยสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป ยังเป็นปัจจัยเร่งให้วงจรชีวิตของยุงลายเติบโตเร็วขึ้น ซึ่งจากเดิมกว่าที่ไข่จะกลายเป็นตัวยุงก็มักใช้เวลาประมาณ 7-10 วัน แต่ปัจจุบันใช้เวลาเพียงไม่ถึงสัปดาห์ก็เจริญเติบโตกลายเป็นยุงที่สมบูรณ์ พร้อมที่จะแพร่พันธุ์ และเป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกได้แล้ว


จากสภาวะที่โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น ยังเป็นเหตุทำให้มีคาร์บอนไดออกไซด์ในน้ำที่สูงตามไปด้วย จึงยิ่งทวีความรุนแรงของการระบาด เนื่องจากตรวจพบเชื้อเดงกีซึ่งเป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคไข้เลือดออกในยุงตัวผู้และในลูกน้ำ ซึ่งโดยปกติจะพบในยุงตัวเมียที่กัดกินเลือดของคนเท่านั้น ที่สำคัญคือ อากาศร้อนยังมีส่วนทำให้ยุงลายมีอายุที่ยืนยาวขึ้น จึงทำให้พบว่ามีผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกเกิดขึ้นตลอดทั้งปี และยังเริ่มมีอุบัติการณ์ของการเกิดโรคในวัยรุ่น และในผู้ใหญ่มากขึ้นอีกด้วย

ไข้เลือดออกยังเป็นโรคที่เมื่อเป็นแล้ว ยังสามารถกลับมาเป็นใหม่ได้อีกแต่จะเป็นไข้เลือดออกที่มีสาเหตุมาจากยุงลายสายพันธุ์ เพราะยังไม่มีวัคซีนป้องกันหรือยารักษาโดยเฉพาะ ทั้งยังมีความรุนแรงของโรคที่สูงถึงขั้นเสียชีวิต หากได้รับการดูแลรักษาที่ไม่ถูกวิธี นอกจากนี้ หากผู้ป่วยจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เป็นเด็กทารกที่มีอายุไม่ถึง 1 ปี เป็นโรคอ้วน หรือมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคหอบหืด มีภาวะโลหิตจาง หรือเป็นโรคธาลัสซีเมีย ก็จะเป็นปัจจัยให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย โดยภาวะแทรกซ้อนที่พบมากคือ ภาวะสมองอักเสบ ตับอักเสบ น้ำท่วมปอด และมีเลือดออกในทางเดินอาหาร ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
ยุงลาย

จะเห็นได้ว่า การป้องกันไม่ให้เป็นโรคย่อมเป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่จะทำให้ไม่ต้องเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิต ดังนั้น นอกจากการป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด ด้วยการใช้ยาทากันยุง สวมใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ติดมุ้งลวด หรือนอนในมุ้ง รวมทั้งกำจัดและทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง โดยการฉีดพ่นสารเคมี การเฝ้าระวังไม่ให้มีแหล่งน้ำขังภายในบ้าน ในแจกัน อ่างน้ำ หรือภาชนะต่าง ๆ รวมทั้งช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่จะเป็นการช่วยลดภาวะโลกร้อน ก็น่าจะเป็นวิธีการที่ดีในการป้องกันการระบาดของโรคที่อาจจะทวีความรุนแรงขึ้นได้ในอนาคต

<> <> <> <> <> <> <> <> <>
สนใจอุปกรณ์ป้องกันยุง : http://mosqkill.com/
วิดีโอน่าสนใจ : https://youtu.be/SOQaFUtQOW4
FanPage : https://www.facebook.com/mosqkiller
คำถามที่พบบ่อย : https://www.facebook.com/groups/847639198622997/
ช่องทางการติดต่อ : Line id : apin.t 
#ไข้เลือดออก

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ไข้เลือดออก โรคติดเชื้อจากยุงลาย ภัยร้ายที่ต้องระวัง



ไข้เลือดออก (Denque Fever) เป็นโรคติดเชื้อชนิดหนึ่งที่มียุงลายตัวเมียเป็นพาหะ โดยการกัดและดูดกินเลือดของผู้ที่กำลังป่วยด้วยโรคไข้เลือดออก แล้วถ่ายทอดเชื้อที่ได้รับมานั้นให้กับคนที่ถูกกัดต่อไป ซึ่งในช่วงแรกผู้ป่วยจะมีอาการที่คล้ายกับโรคไข้หวัด จึงมักทำให้เข้าใจผิดและไม่เข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี จนทำให้มีอาการของโรคที่รุนแรงขึ้น และกลายเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้

โดยเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคไข้เลือดออกก็คือ ไวรัสเดงกี (Denque Virus) ซึ่งสามารถมีชีวิตและเพิ่มจำนวนได้ภายในตัวของยุงลาย ซึ่งเป็นยุงที่แพร่และขยายพันธุ์ได้ดีในประเทศที่อยู่ในเขตภูมิอากาศแบบร้อนชื้น และประเทศไทยเองก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่พบการระบาดของโรคที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน เพราะมีแหล่งเพาะพันธุ์ยุงที่เพิ่มมากขึ้น และจะพบอุบัติการณ์ของโรคนี้ในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปีเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากมีภูมิต้านทานที่ยังไม่ดีเพียงพอ

ดังนั้น หากพบว่าบุตรหลานหรือผู้ใกล้ชิดมีอาการไข้ขึ้นสูง มีใบหน้าและตาแดง ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ มีจุดเลือด หรือมีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหล มีเลือดออกตามไรฟัน อาเจียนหรือถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ซึม เบื่ออาหาร มือเท้าเย็น มีเหงื่อออกมาก ชีพจรเต้นแรงแต่เบา ปวดบริเวณใต้ชายโครงด้านขวา และไม่ปัสสาวะ ก็ควรรีบนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เพราะผู้ป่วยอาจช็อกและเสียชีวิตในเวลาต่อมาได้ โดยให้สังเกตอาการนำของภาวะช็อกว่าผู้ป่วยเริ่มมีไข้ลดลงหรือไม่ และถ้าหากเห็นว่าผู้ป่วยเริ่มมีไข้ลดลงแล้วตามด้วยอาการดังกล่าว ก็ควรนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที

อย่างไรก็ดี เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน หรือยาฆ่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ การรักษาผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกส่วนใหญ่จึงเป็นการรักษาตามอาการ โดยเฉพาะการใช้ยาลดไข้ เช็ดตัวบ่อย ๆ และดื่มน้ำให้มาก ๆ เพื่อป้องกันภาวะช็อกจากไข้ที่ขึ้นสูง สำหรับยาลดไข้ก็ควรใช้เฉพาะยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เท่านั้น ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) และไอบูโปรเฟน (Ibuprofen) เป็นอันขาด เพราะจะทำให้เลือดออกง่าย และควรใช้ยาตามขนาดที่ระบุทุก ๆ 4-6 ชั่วโมง โดยเมื่อไข้ลดก็สามารถงดให้ยาได้ในทันที

จะเห็นได้ว่า ไข้เลือดออกเป็นโรคที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันหรือยารักษาดังที่กล่าว ดังนั้น การป้องกันไม่ให้เป็นโรคด้วยการอย่าให้ยุงลายกัดโดยเฉพาะในช่วงเวลากลางวัน และการตัดวงจรชีวิตหรือทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ ทั้งโดยวิธีทางธรรมชาติ ได้แก่ การคว่ำหรือทิ้งทำลายภาชนะแตก ยางรถยนต์เก่า หรือจานรองต้นไม้ที่มีน้ำขัง การเปลี่ยนถ่ายน้ำในแจกันบ่อย ๆ การปล่อยปลาหางนกยูงเพื่อกินลูกน้ำลงในอ่างบัว การใส่น้ำส้มสายชูลงในจานรองขาตู้กับข้าว และการใช้สารเคมีอย่างทรายอะเบท รวมทั้งสารเคมีฉีดพ่นเพื่อกำจัดยุงลาย ก็ย่อมจะช่วยป้องกันการเกิดโรคนี้ได้ดีที่สุด

<> <> <> <> <> <> <> <> <>
สนใจอุปกรณ์ป้องกันยุง : http://mosqkill.com/
วิดีโอน่าสนใจ : https://youtu.be/SOQaFUtQOW4
FanPage : https://www.facebook.com/mosqkiller
คำถามที่พบบ่อย : https://www.facebook.com/groups/847639198622997/
ช่องทางการติดต่อ : Line id : apin.t 
#ยุงลาย

วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

การพยาบาลผู้ป่วยไข้เลือดออก แนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้องเมื่อไม่ได้อยู่ใกล้หมอ



ไข้เลือดออก เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มักพบการระบาดมากในช่วงฤดูฝน สามารถเกิดได้ทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่ แต่ส่วนใหญ่จะพบในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี เป็นโรคเกิดที่เกิดจากยุงลายเป็นพาหะ ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ขึ้นสูงแบบฉับพลัน ร่วมกับมีเลือดออกตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย โดยจะแสดงอาการของโรคใน 3 ระยะ คือ

ระยะไข้: ในระยะนี้ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงลอยอยู่ราว 2-7 วัน ร่วมกับมีอาการหน้าและตาแดง
ระยะช็อก: ในระยะนี้ผู้ป่วยจะมีไข้ลดลง ตัวเย็น มีผื่นขึ้นตามตัว ซึม เบื่ออาหาร อาเจียนและถ่ายอุจจาระเป็นเลือด หากมีอาการรุนแรงมาก จะมีความดันของเลือดลดต่ำลง ช็อก และเสียชีวิตในที่สุด
ระยะพักฟื้น: เป็นระยะภายหลังจากที่ผู้ป่วยได้รับการรักษาอาการในระยะช็อกอย่างทันท่วงที เป็นระยะฟื้นไข้หรือเริ่มมีอาการดีขึ้น และหายจากอาการในที่สุด

เนื่องจากไข้เลือดออก เป็นโรคที่มีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ผู้ป่วยจึงควรได้รับการรักษาพยาบาลและเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด เพราะในระยะแรกที่ปรากฏอาการ แพทย์อาจวินิจฉัยให้ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ผู้ใกล้ชิดจึงควรดูแลผู้ป่วยอย่างถูกวิธี ดังนี้

1. จัดให้ผู้ป่วยนอนพักในที่ที่มีอากาศถ่ายได้สะดวก แล้วทำการลดไข้โดยการเช็ดตัวด้วยน้ำธรมดาหรือน้ำอุ่นทุก ๆ 15 นาที ร่วมกับทานยาพาราเซตามอล ทุก ๆ 4-6 ชั่วโมง ห้ามให้ผู้ป่วยทานยาลดไข้ชนิดอื่นเป็นอันขาด เพราะจะทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ดี หากพบว่าผู้ป่วยมีการอาเจียนมากก็อาจพิจารณาให้ยาแก้คลื่นไส้อาเจียนดอมเพอริโดน (Domperidone) โดยแบ่งให้ 3 เวลาแต่ควรให้ในช่วงสั้น ๆ เท่านั้น และในรายที่ผู้ป่วยได้รับยากันชักจากแพทย์ ก็ให้ใช้ต่อไปตามที่แพทย์ระบุ

2. ให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารอ่อน ๆ และย่อยง่าย รวมทั้งให้ดื่มน้ำมาก ๆ เพราะระยะนี้ผู้ป่วยจะมีภาวะขาดน้ำ หากมีอาการเบื่ออาหาร ก็ให้เสริมด้วยการดื่มนมหรือน้ำผลไม้ แต่ถ้ามีอาการอาเจียนก็ให้ดื่มน้ำเกลือแร่ โดยจิบทีละน้อย ๆ แต่บ่อย ๆ เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไปและเพื่อช่วยทำให้ไข้ลดลง
ยุงลาย

3. ติดตามดูอาการอย่างใกล้ชิด เพราะหากมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำจะเกิดเลือดออกตามจุดต่าง ๆ ของร่ายกาย และถ้าหากผู้ป่วยเริ่มมีไข้ลดลงหรือประมาณวันที่ 3 ภายหลังจากมีไข้ขึ้นสูงก็ต้องเฝ้าระวังมากเป็นพิเศษ เพราะระยะนี้ผู้ป่วยอาจเกิดอาการช็อกจนเสียชีวิตได้ จึงควรสังเกตว่าผู้ป่วยมีอาการซึมมากขึ้น มีเลือดกำเดาออก อาเจียนมากกว่าเดิม ปวดท้อง แน่นหน้าอก หายใจลำบาก ไม่ดื่มน้ำและปัสสาวะนานเกิน 6 ชั่วโมง มีเหงื่อออกตามตัว ถ่ายเป็นเลือด กระสับกระส่ายหรือร้องกวนมากในกรณีที่เป็นเด็ก ก็ควรรีบนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว

4. อย่างไรก็ดี เมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษาจนเข้าสู่ระยะพักฟื้น แต่ก็ยังมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำกว่าปกติอยู่จึงควรระมัดระวังอย่าให้เกิดการกระทบกระแทกที่รุนแรง โดยเฝ้าดูแลต่อไปจนกว่าผู้ป่วยจะสามารถกลับไปเรียนหรือทำงานได้ตามปกติ

จะเห็นได้ว่าการพยาบาลผู้ป่วยในช่วงเวลาที่ไม่ได้อยู่ใกล้หมอนั้นถือเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นและสำคัญมากเพราะถ้าหากไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างถูกวิธีก็ย่อมมีแนวโน้มที่จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้
<> <> <> <> <> <> <> <> <>
วิดีโอน่าสนใจ : https://youtu.be/SOQaFUtQOW4
หากสนใจอุปกรณ์ป้องกันยุง : http://mosqkill.com/
FanPage : https://www.facebook.com/mosqkiller
คำถามที่พบบ่อย : https://www.facebook.com/groups/847639198622997/
ช่องทางการติดต่อ : Line id : apin.t 
#ไข้เลือดออก

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เตือนภัย 6 โรคยอดนิยมหน้าฝน ที่เด็กน้อยมักเป็นกัน



ฝนมาแล้ว แม้จะมาแบบกระท่อนกระแท่นก็ตามที ฤดูแห่งการลงกล้าเพาะปลูกของเหล่าเกษตรกร และเป็นฤดูที่เด็กๆโปรดปราน ที่จะได้วิ่งเล่นน้ำฝนที่โปรยปราย ส่งผลถึงทำให้ลูกเด็กเล็กแดงต้องเข้าภาวะเสี่ยงที่จะติดต่อโรคระบาดที่มากับหน้าฝนนี้ เรามาดูกัน ว่ามีโรคอะไรกันบ้าง ที่มักเกิดกับบุตรหลานของเราในช่วงนี้

1.ไข้หวัดใหญ่ หนึ่งในโรคอันดับต้นๆ ที่มักเกิดกับบุตรหลาน จริงๆผู้ใหญ่หากอยู่ในสภาพร่างกายอ่อนแอ ก็เกิดขึ้นได้ ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ขึ้น ตัวร้อน ปวดหัว กล้ามเนื้อจะเกิดอาการปวดเมื่อย ล้า มักเกิดกับเด็กอายุไม่ถึง 6 ขวบ การป้องกันเบื้องต้น ควรเริ่มจากการป้องการกระจายของเชื้อโรค การแพร่กระจาย โดยควบคุมโดยการใส่หน้ากากป้องกันเชื้อ การทานยาตามที่หมอสั่ง กินอาหารหรือวิตามินเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

2.ไข้เลือดออก หลักๆเลย เกิดจากยุงลาย ซึ่งมีทั้งช่วงกลางวันและหลังพระอาทิตย์ตก ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ขึ้นสูง อาเจียน ปวดกระบอกตา สามารถเกิดขึ้นได้ทุกฤดู ถือเป็นโรคประจำท้องถิ่น โดยเฉพาะภูมิภาคที่เป็นเขตร้อนชื้น แต่จะพบปริมาณผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นช่วงหน้าฝน โดยหากเกิดขึ้นแล้วควรรีบพาบุตรหลานเข้าพบแพทย์โดยด่วนที่สุด ป้องกันได้โดยระวังอย่าให้โดนยุงกัด ทั้งการใช้มุ้งลวด การใช้อุปกรณ์ป้องกันยุงลายชนิดต่างๆ ทั้งที่ช๊อตยุง เครื่องดักยุง อุปกรณ์ไล่ยุงตามธรรมชาติ

3.โรคเกี่ยวกับมือ เท้า ปาก เป็นอีกหนึ่งโรคที่สามารถพบผู้ป่วยได้ตลอดทั้งปี และพบมากเป็นทวีคูณในช่วงหน้าฝน ส่วนมากจะพบในเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 3 ขวบ และจะสามารถหายได้เองใน 4-10 วัน ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของเด็ก โดยจะมีอาการไข้ มีผื่นขึ้นตามร่างกาย มีแผลในปาก เหงือก และกระพุ้งแก้ม การจาม และไอ จะเป็นกระจายแพร่เชื้อโรค ป้องกันได้โดย ให้ระวังเรื่องความสะอาดของน้ำดื่มและอาหาร การไม่ใช้อุปกรณ์ประเภท ช้อน ส้อม แก้มน้ำร่วมกับผู้อื่น ผู้ปกครองอาจให้บุตรหลานพกไปโรงเรียนเองต่างหาก

4.โรคที่เกิดจาก นิวโมคอคคัส หลักๆแล้วจะเป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อในกระแสเลือด ที่มีความรุนระดับที่ทำให้เด็กพิการหรือเสียชีวิตได้ หากติดเชื้อที่ระบบประสาท เด็กมักจะมีไข้ขึ้นสูง อาเจียน และถึงขั้นชักได้ นอกจากนี้ เชื้อนิวโมคอคคัส ยังเป็นสาเหตุของโรคปอดบวมอีกด้วย

5.อีสุก อีใส ถึงแม้จะเป็นโรคที่มักเกิดขึ้นไม่กี่ครั้งในชีวิต แต่คนส่วนใหญ่มักจะเป็นกัน โดยเฉพาะเด็กๆ ซึ่งจะส่งผ่านการติดต่อเป็นทอดๆ ยิ่งเด็กที่อยู่กันเป็นกลุ่มสังคมภายในโรงเรียก ยิ่งมีโอกาสรับเชื้อส่งต่อกันได้ง่าย อาการ สังเกตุได้ง่าย นอกจากจะมีไข้ มีอาการหนาวสั่นแล้ว จะมีแผล ผื่น ตุ่มน้ำ ขึ้นตามตัว และจะสามารถหายได้เองใน 7 15 วัน
6.อุจจาระร่วง หรือท้องเสีย เกิดจาก อาหารและของเล่นที่ไม่สะอาด เมื่อเด็กสัมผัส และนำเข้าปากโดยไม่รู้สุขลักษณะ เชื้อโรคก็จะแพร่เข้าสู่ร่างกาย และร่างกายจะสร้างปฏิกริยาต่อต้านโดยการขับถ่ายออก แต่อาจรุนแรงถึงมีไข้ขึ้นสูง จำเป็นต้องดื่มน้ำ หรือเกลือแร่ทดแทน

ที่มา : momypedia


<> <> <> <> <> <> <> <> <>

วิดีโอน่าสนใจ
https://youtu.be/SOQaFUtQOW4

หากสนใจอุปกรณ์ป้องกันยุง
http://mosqkill.com/

FanPage
https://www.facebook.com/mosqkiller

คำถามที่พบบ่อย

ช่องทางการติดต่อ
Line id : apin.t 

#ไข้เลือดออก